Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
พระจันทร์ยิ้ม
ตัวแบบของผม
หดหู่ในหัวใจเหลือเกิน
ปิดทองหลังพระ ปิดทองใต้ฐานพระ ?@%^,
ชมพระเมรุมาศ # เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา
เธอที่คอยห่วงใย
ส่งเสด็จ
ประชุมระทึก
ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
พระราชทานเพลิงพระศพฯ
หมอกหรือควัน
ด้วยรักและผูกพัน
เมืองไทยในฝัน
ซ้อมถวายความปลอดภัยฯ
Format Harddisk
ซ้อมใหญ่ พิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ
รู้สึกผิด @ เก็บตกวันตำรวจ
วุ่นๆกับงาน
ว่าด้วยเรื่องหมวดตี้
ยามเอ๋ยยามนี้ คงมีแต่เราเฝ้าถนน
สองข่าวดี
ลาป่วย
ลาพักผ่อน
ขอบคุณ
ขอร้อง
มันน่าน้อยใจ
ขอแสดงความเสียใจ
เกลียดความรุนแรง
Hurt อย่างแรง
ว.21 รร.นรต. ว.25 วัดสว่างสุทธาราม จ.ขอนแก่น
ไอแค็กๆ แต่ก็ทุ่มเท
ผมเมายา @ ซ้อมสวนสนาม
อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีชีวิต
เหมือนเดิม
ตำรวจเอกชน
เก็บตัว
มันน่าเจ็บใจ
เข้ากรุง
ขออภัย

 
 
Favourites Diary
 
   
 



 

ยามเอ๋ยยามนี้ คงมีแต่เราเฝ้าถนน

เช้าวันศุกร์  วันที่ไม่ค่อยมีความสุข

ตื่นเช้ามาตีห้าครึ่ง

เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆตลอด  ฝันร้ายทั้งคืน

เมื่อคืนเจ็บในอกมากกว่าเดิม  เลยนอนทรมาน

แต่ไอน้อยลงมากแล้ว

วันนี้ หมอนัดตรวจปอดอีกครั้งหนึ่ง

และจะขอออกจาก รพ. กลับไปทานยาอยู่ที่บ้านแล้ว

เพราะอยู่ รพ.นานๆแล้วเบื่อมากๆ  จะทำไรก็ไม่ได้

แถมยังต้องรบกวนพี่ๆน้องๆให้มานอนเฝ้าอีก  ป่วยทีต้องลำบากคนอื่น

 

 

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

เมื่อวานวันปิยะมหาราช

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระปิยะมหาราช พระองค์ทรงเป็นผู้มีพระราชดำริให้ก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๔๔   โดยขณะนั้นได้สร้างครั้งแรกที่มณฑลนครราชสีมา

แล้วต่อมา ก็ย้ายไปตั้งที่นั่นที่นี่หลายๆครั้ง

จนสุดท้าย  พลตำรวจเอก เผ่า  ศรียานนท์   ก็ได้จัดหาที่ดินมาสร้างโรงเรียนนายร้อยอยู่ที่ อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม  เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ 

โดยในปี พ.ศ.๒๔๙๙  นั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ได้เสด็จไปทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ทั้งสองพระองค์

และต่อมา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ทั้งสองพระองค์  ก็ได้เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาญตนของนักเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ในโอกาสครบ ๑๐๐ ปี โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อวันที่  ๑๙  เมษายน  พ.ศ.๒๕๔๕

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ  ที่ทั้งสองพระองค์ ทรงเสด็จโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ถึงสองครั้งสองครา   อันแสดงว่า ทั้งสองพระองค์ทรงให้ความสำคัญ และมีพระมหากรุณาธิคุณต่อตำรวจ เป็นล้นพ้น

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

 

 

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ   มีชื่ออย่างเป็นทางการจริงๆ ว่า

“โรงเรียนนายร้อยตำรวจ”   ชื่อสั้นๆเท่านี้เองครับ

ไม่ใช่  โรงเรียนนายร้อยสามพราน    ไม่ใช่  โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน

และไม่ใช่  โรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร.  (โรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร.  เป็นนายร้อยทหารบกครับ  อยู่ที่ อ.เขาชะโงก  จ.นครนายก  ยังมีประชาชนบางคนยังเข้าใจผิดกันอยู่ว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คือ โรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร.)

 

 

 

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

เมื่อวาน ได้อ่านหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ   มีบทความดีดีเกี่ยวกับความตรากตรำเสียสละของอาชีพตำรวจมาลงให้อ่านกันครับ

 

 

 

 

อ้างอิงจาก URL นี้  :  http://www.siamrath.co.th/UIFont/ArticleDetail.aspx?acid=1879

 

ยามเอ๋ยยามนี้ คงมีแต่เราเฝ้าถนน / ทางเสือผ่าน

 

ศิริพงษ์ จันทน์หอม  23/10/2551

 

 

 ยามเอ๋ยยามนี้ คงมีแต่เราเฝ้าถนน

 

            ผมรู้จักและรักตำรวจมาตั้งแต่เกิด-รักเท่าชีวิตหรือยิ่งกว่าชีวิต เพราะตำรวจให้ชีวิตผม ตำรวจเป็นพ่อผม เพราะพ่อผมเป็นตำรวจ ผมจึงเป็นลูกตำรวจ แต่ในความรู้สึกของเด็กที่มีต่อพ่อวันนั้น ผมสำนึกรู้เพียงว่า พ่อคือพ่อ และไม่ว่าพ่อจะเป็นครูเป็นภารโรง เป็นทหาร เป็นพ่อค้า หรือเป็นอะไรๆก็ตาม ผมก็ยังมีความรู้สึกกับพ่อเพียงอย่างเดียวคือ-พ่อคือพ่อ

 

            เพราะพ่อเป็นตำรวจ พ่อจึงต้องรับเป็นสมาชิกนิตยสาร “ตำรวจ” รายเดือนอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปีๆจนกระทั้งเลิกรา

            นิตยสาร ตำรวจ ซึ่ง อาจารย์ ฉันทิช กระแสสินธุ์ เป็นบรรณาธิการ ช่วยให้ผมรู้จักตำรวจมากขึ้น โดยเฉพาะตำรวจใหญ่ระดับอัศวินแหวนเพชรผู้มีฝีมือในการเขียนการประพันธ์ อาทิ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ ( - เจ้าของนามปากกา “4711” ผู้ประพันธ์นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนชุด “นักสืบพราน” ) พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ ฯลฯ

 

            เพราะนิตยสาร ตำรวจ ช่วยให้รู้จักตำรวจดีขึ้น ผมจึงพลอยรู้จักพ่อตัวเองดีขึ้นด้วย-รู้หน้าที่ของพ่อ รู้เกียรติยศศักดิ์ศรีของพ่อ รู้ความเสียสละอดทนของพ่อ เหนือสิ่งอื่นใด...ผมเรียนรู้-รับรู้อย่างซึ้งใจว่า ตำรวจเป็นข้าราชการที่ได้รับเงินเดือนน้อยที่สุดทั้งๆที่ทำงานมากที่สุด-หนักที่สุดและต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

 

            จำได้ว่าพ่อต้องตื่นกะทันหันกลางดึกเพราะมีชาวบ้านมาตะโกนขอความช่วยเหลือให้จับผู้ร้ายที่ปล้นบ้าน ทั้งๆมือเปล่า ไม่มีอาวุธต่อสู้คนร้ายหรือป้องกันตัว นอกจากมีดดาบเล่าเดียวที่เป็น “สมบัติเจ้าคุณคุณปู่”

 

            พ่อคว้ามีดดาบลงเรือไปกับชาวบ้านที่พายเรือมารับ กว่าพ่อจะกลับก็เกินเที่ยงของวันรุ่งขึ้น

            แล้วหลังจากวันนั้น พ่อต้องกู้เงินซื้อปืนพกเป็นสมบัติตัวเองเพื่อป้องกันตัวเอง เพื่อต่อสู้ปราบปรามคนร้าย เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์

 

            อีกหลายวันหลายเดือนหลายปีต่อมา พ่อออกไปทำหน้าที่ติดตามล่าตัวผู้ร้ายซึ่งหนีเข้าป่าคราวนี้พ่อกลับออกมาจากป่าตรงเข้าโรงพยาบาล พร้อมบาดแผลบาดเจ็บจากการต่อสู้กับผู้ร้าย

            เพราะมีบ้านริมแม่น้ำริมคลอง พ่อจึงต้องมีเรือ 2 ลำ ๆหนึ่งสำหรับคนในครอบครัว อีกลำซึ่งเล็กเรียวพายไปได้รวดเร็ว-เป็นเรือที่พ่อใช้ในการออกไปช่วยเหลือชาวบ้าน ทำหน้าที่ตำรวจ

 

            กรมตำรวจไม่เคยมีอาวุธปืนพกให้ตำรวจใช้ในการปฏิบัติหน้าที่โดยส่วนตัว ไม่เคยมีเรือมีรถจักรยานให้ตำรวจใช้ในการช่วยเหลือประชาชน ตำรวจต้องหาเองทำเองซื้อเองทั้งสิ้น

 

            วันหนึ่งพ่อยิงผู้ร้ายที่เอามีดไล่ฟันชาวบ้านกลางตลาดบาดเจ็บ ผู้ร้ายตาย-พ่อเองก็เกือบตายเพราะโดนคนร้ายฟัน และยังถูกสั่งพักงาน ถูกสอบสวนเอาผิด

            ถ้าพ่อไม่ยิงคนร้าย-คนร้ายมันก็ฟันพ่อตาย ฟันชาวบ้านตาย ญาติคนร้ายกล่าวโทษพ่อว่าคนร้ายยังไม่ทันฟันใครตายสักคน ทำไมตำรวจต้องยิงคนร้ายจนตายด้วย

            ใช่-พ่อต้องถูกคนร้ายฟันเจียนตายจึงจะลั่นกระสุนยิงคนร้ายได้ พอยิงคนร้ายแล้วพ่อก็ต้องนอนเลือดท่วมขาดใจตายไปพร้อมๆกับคนร้าย พ่อจึงจะไม่มีความผิด

 

            ความรู้สึกตอนนั้น พวกเราแม่ลูกไม่อยากให้พ่อเป็นตำรวจ – อยากให้พ่อลาออกจากตำรวจแต่พ่อไม่ยอมลาออก พ่อบอกเราว่า เป็นตำรวจก็เป็นอย่างนี้แหละ

            เป็นตำรวจแล้วจะเป็นคนธรรมดาไม่ได้ ถูกด่าอย่างไรก็ตอบโต้ไม่ได้ ถูกทำร้ายรังแกอย่างไรก็ตอบโต้ไม่ได้

 

            พ่อบอกอีกว่า เป็นตำรวจหิวไม่ได้ เหนื่อยไม่ได้ หลับไม่ได้ ป่วยไม่ได้ เจ็บไม่ได้ ทำอะไรผิดสักนิดก็ไม่ได้ แต่ถูกด่าได้ ถูกทำร้ายเข่นฆ่าได้

            ตำรวจทำผิดนิดเดียวก็เป็นคนร้าย-คนร้ายทำดีนิดเดียวก็เป็นคนดี

 

            ตำรวจเป็นเทพ ทำหน้าที่ช่วยเหลือแบ่งเบาบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน-เทพไม่ต้องกินไม่ต้องใช้ไม่มีครอบครัวลูกเมียให้เลี้ยงดู เทพรับของถวาย ไข่ต้ม ขนม นมเนย ดอกไม้ ธูปเทียน จากชาวบ้านได้ แต่ตำรวจรับอะไรจากชาวบ้านไม่ได้เลยเพราะจะถูกข้อหารับใต้โต๊ะ รับสินบาทคาดสินบน

 

            พ่อบอกด้วยว่า เป็นตำรวจต้องเป็นคนพันธุ์พิเศษ คือต้องอดทนต่อการด่าทอยั่วยุลบหลู่ดูถูกเหยียดหยามตราหน้า อดทนต่อการถูกทำร้ายเตะต่อยทุบตี

            ความที่เป็นลูกตำรวจทำให้ผมมองตำรวจด้วยความรักเคารพนับถือ แม้ตำรวจบางคนหลายคนจะทำตนให้เสื่อมเสีย “เกียรติตำรวจของไทย”อยู่บ้างเป็นประจำสม่ำเสมอ แต่ก็เป็นบางคนเท่านั้น

            บางคนซึ่งเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ต้องมีการ “แหกคอก” หรือ “ผ่าเหล่าผ่ากอ” บ้างเป็นธรรมดาธรรมชาติ

 

            ตอนเด็กๆผมนึกสงสารตำรวจสงสารพ่อซึ่งแทบไม่มีเวลากอดจูบลูกกินข้าวกับลูก ตอนเป็นผู้ใหญ่วันนี้ผมก็ยังนึกสงสารพ่อ สงสารตำรวจ ซึ่งยังทำงานหนักได้เงินเดือนน้อยไม่มีเวลาให้ลูกเมียเต็มที่...เหมือนเดิม

 

            ผ่านวันตำรวจ-13 ตุลาคม มาถึงวันนี้ 10 วันพอดี วันตำรวจปีนี้เงียบเหงา เพราะดวงตำรวจหลายวันที่ผ่านมาคงเข้าตำรา พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก...เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดวิบัติเป็น...เจอข้อหาปราบปรามประชาชนเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 สร้างกระแสชิงชังตำรวจขึ้นมาวูบวาบ สลับกระแสสร้างสำนึกในศักดิ์ศรีของตำรวจ โดย พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ชี้นำสังคมใช้วิจารณญาณตรวจสอบการกระทำของแต่ละกลุ่มฝ่ายทางการเมืองที่เผชิญหน้ากันวันนี้ให้เห็นชัดเจนว่าใครฝ่ายไหนกลุ่มใดเป็นพระเอก-ผู้ร้าย และที่ตำรวจปราบปรามจับกุมนั้น จับผิดหรือจับถูก-จับคนร้ายหรือจับคนดี

 

            สำคัญกว่านั้นคือคำตัดสินของคณะกรรมการฯที่จะประกาศออกมาในวันสองวันนี้ว่าใครผิดใครถูกใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังใครเสี้ยมสอนใครสั่งการ

            ตำรวจจะเป็นผู้ร้าย หรือผู้ร้ายจะเป็นตำรวจ

            นึกถึงนิตยสาร “ตำรวจ” ที่เคยอ่านในวัยเด็กแล้วก็จำได้ว่าเคยเห็นภาพโฆษณาเสริมสร้างภาพพจน์ของตำรวจในนิตยสารเล่มนี้-เล่มหนึ่ง

 

            เป็นภาพตำรวจคนหนึ่งในเครื่องแบบยืนถือปืนยาวสงบนิ่งเพียงลำพังภายใต้แสงสลัวของเสาไฟฟ้าข้างถนนมืดเหงา และมีตัวหนังสือบรรยายภาพไว้อย่างลึกซึ้งในอารมณ์ว่า

            “ยามเอ๋ยยามนี้  คงมีแต่เราเฝ้าถนน”

 

            ครับ-ไม่ว่าใครคนไหนจะผิดจะถูกอย่างไรคงหนี้ไม่พ้น ต้องมีตำรวจเกี่ยวข้องอยู่ด้วยแน่นอน

 

          ขอตำรวจไว้เฝ้าถนนบ้างนะครับ

 

     Share

<< สองข่าวดีว่าด้วยเรื่องหมวดตี้ >>

Posted on Mon 27 Oct 2008 16:41


ชอบบทความนี้มากเลยครับพี่วัต
หายเร็วๆนะครับพี่
เงาหมวดตี้   
Sat 25 Oct 2008 21:23 [4]
 

เป็นกำลังใจให้ค่ะ หายป่วยเร็วๆนะคะ
lucky   
Fri 24 Oct 2008 9:47 [3]

ชอบบทความนี้จังเลยคะคุณวัฒน์ เดี๋ยวจะขอปริ้นไปให้คนใกล้ตัวอ่านสักหน่อยนะคะ

อ่านแล้วก็นึกถึงน้าชายที่เป็นตำรวจ ทั้งหมู่บ้านมีท่านเป็นตำรวจอยู่คนเดียว นิดๆหน่อยๆ คนทะเลาะกันก็มาเรียกท่านไปอยู่เรื่อย บางทีกำลังกินข้าว ข้าวยังคามือ ก็ลุกไปล้างมือรีบปั่นจักรยานไป บางทีก็แค่เรียกให้ท่านไปเป็นพยานเวลาตกลงอะไรกันเรื่องเล็กๆน้อยๆ ท่านก็ไปยืนฟัง ไปมันทุกที อิ๋วได้ซ้อนมอร์ไซค์ตำรวจครั้งแรกก็เพราะท่านไปส่งที่โรงเรียนเพราะรถพ่อเสีย ท่านผ่านมาพอดี ตั้งแต่นั้นก็ได้นั่งไปทุกวันจนจบ ป. 6

โห...โม้มาตั้งนานจะบอกว่า สู้และอดทนนะคะ เป็นกำลังใจให้ตำรวจทุกนายค่ะ
g@callalily}   
Fri 24 Oct 2008 9:43 [2]

ขอให้หายไว ๆ นะคะแล้วก็ขอป็นกำลังใจให้ตำรวจด้วยค่ะ
ออ   
Fri 24 Oct 2008 9:35 [1]



 
 
The best template from http://www.oblog.cn